โคลอมเบียประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ ด้วยแรงสั่นสะเทือน 7.4 แมกนิจูด ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ทางด้านตะวันตกของประเทศ มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซานโฮเซ แคว้นแปซิฟิโค โดยแรงสั่นสะเทือนสามารถรู้สึกได้ถึงความรุนแรงทั่วพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศ รวมถึง เมืองคาลี มานิซาเลส เมเดยิน และกรุงโบโกตา ข้อมูล ณ วันที่ 2 กันยายน 2569 [1] ได้มีการสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวนรวม 331 ราย ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4, 519 ราย และสูญหายจำนวน 136 ราย โดยมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวน 466 , 600 คน (หรือ 290 , 252 ครัวเรือน) ในพื้นที่ 15 เมือง หรือคิดเป็นจำนวน 471 เทศบาล
ผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวดังกล่าว ส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างพังเสียหาย ในส่วนของบ้านเรือนพังเสียหายประมาณ 136,946 หลัง ถูกทำหลายทั้งหลังจำนวน 3 3 , 395 หลัง และอาคารถล่มจำนวน 302 หลัง โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ได้แก่ ศูนย์สุขภาพ 377 แห่ง โรงเรียน 3, 833 แห่ง ศูนย์ชุมชน 4,971 แห่ง สนามบิน 5 แห่ง ถนน 449 แห่ง โครงข่ายไฟฟ้า 58 แห่ง สะพานจราจร 58 แห่ง สะพานคนข้าม 13 แห่ง รวมทั้งโครงสร้างด้านการสื่อสารและคมนาคม รวมทั้ง โรงงานผลิตสินค้าต่าง ๆ ถนนสายสำคัญถูกทำลายจากดินถล่ม สนามบินนานาชาติมาเตกาญา ( Matecaña ) ในเมืองเปเรย์รายังคงปิดการให้บริการ เนื่องจากโครงสร้างหลักของอาคารได้รับความเสียหาย
รัฐบาลโคลอมเบียประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านค่าใช้จ่ายของประเทศ ในขณะที่โคลอมเบียกำลังเผชิญความเปราะบางของเสถียรภาพทางการคลังที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และมีการลงนามในกฎหมายพระราชกฤษฎีกา หมายเลข 1261 ให้อำนาจชั่วคราวแก่ประธานาธิบดี อาเบลาร์ โด เด ลา เอสเปรียลลา ( Abelardo de la Espriella ) ในการออกกฎ/ระเบียบทางเศรษฐกิจและมาตรการทางภาษีโดยไม่ต้องรับการอนุมัติจากรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการด้านงบประมาณและกิจการสาธารณะที่จำเป็นต่อการแก้ไขวิกฤตต่าง ๆ รวมถึงการลดภาษีชั่วคราว การลดขั้นตอนด้านพิธีการศุลกากร การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประทศ การจัดตั้งกองพิเศษ การจัดสรรงบประมาณใหม่ การอนุมัติหนี้สาธารณะที่รวดเร็วขึ้น การใช้งบจากกองทุนลิขสิทธิ์ รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ ที่จำเป็น อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังไม่มีการประเมินมูลค่าการฟื้นฟูที่แน่นนอน โดยพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้กำหนดกรอบความเสียหายเบื้องต้นทางเศรษฐกิจอย่างน้อยที่ 30 ล้านล้านเปโซโคลอมเบีย หรือประมาณ 9.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับร้อยะ 1.5 ของมูลค่า GDP ของโคลอมเบีย โดยภัยพิบัติครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญและครั้งแรกของประธานาธิบดีเอสเปรียลลา ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดขนาดการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนของรัฐบาลลงร้อยละ 40 และจะฟื้นฟูสถานการณ์ที่ตึงเครียดทางการเงินสาธารณะของโคลอมเบีย
จากการประเมินความเสียหายเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า โคลอมเบียได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับสูง มีการคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูประเทศอาจส่งผลกระทบให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นจนอาจแตะระดับที่ร้อยละ 62 ของ GDP และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกู้ยืมเงินของประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจของโคลอมเบียมีแนวโน้มหดตัวลงที่ร้อยละ 0.27 ภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ โคลอมเบียได้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาสนับสนุนเงินบริจาคจำนวน 26.5 ล้านเหรียญสหรัฐ สหภาพยุโรปสนับสนุนเงินบริจาคเบื้องต้นจำนวน 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมความช่วยเหลือด้านพลเรือน เป็นต้น นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เสนอให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนา ธนาคาร Inter-American Development เป็นต้น
บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคตฯ.
ความเสียหายจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวในโคลอมเบียครั้งนี้ มีส่วนฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่และผู้ได้รับผลกระทบ โครงสร้างพื้นฐาน และภาคธุรกิจ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระส่วนใหญ่ในการดำเนินการดังกล่าวซึ่งมีการประเมินเบื้องต้นมีมูลค่าสูงถึง 9.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ การฟื้นฟูดังกล่าวจะเป็นโครงการลงทุนสาธารณะที่สำคัญสำหรับภาครัฐบาล และอาจเป็นโอกาสในการส่งเสริมกิจกรรมในภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่การดำเนินโครงการฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติฯ อาจส่งผลต่อข้อจำกัดในการกำหนดนโยบายในด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินงาน โดยภาคการผลิตสินค้าสำคัญในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศที่ได้รับ ผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว ได้แก่ กาแฟ การแปรรูปอาหาร และภาคบริการ ส่วนโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ที่ได้รับความเสียหาย จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจำเป็นต้องใช้เส้นทางขนส่งทางเลือกอื่น โดยในช่วงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ สินค้าสำคัญสำหรับการดำเนินการดังกล่าวจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์ เหล็ก ท่อน้ำ วัสดุปูพื้น/กระเบื้อง สุขภัณฑ์ เครื่องจักรกล อุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึง บริการโลจิสติกส์ เฟอร์นิเจอร์ อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งบ้านเรือน/ที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกทำลายมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อีกทั้งที่อยู่อาศัยยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ยากที่สุดในการจัดหาเงินทุน เนื่องมีเพียงจากร้อยละ 9.3 ของครัวเรือนในโคลอมเบียที่มีการประกันทรัพย์สิน และคุ้มครองครอบคลุมภัยพิบัติแผ่นดินไหว
เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบทางลบในวงจำกัดต่อการค้าระหว่างไทยและโคลอมเบีย เนื่องจากการค้าระหว่างไทยและโคลอมเบียมีมูลค่าค่อนข้างน้อย โดยในปี 2569 (มกราคม - กรกฎาคม) โคลอมเบียเป็นประเทศคู่ค้าลำดับที่ 66 ของไทย มูลค่าการค้าประมาณ 284 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกสินค้าไปโคลอมเบียคิดเป็นมูลประมาณ 210 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการนำเข้าสินค้าจากโคลอมเบียคิดเป็นมูลค่าประมาณ 73 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมูลค่าการค้าและการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 และร้อยละ 14 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สินค้าสำคัญของไทยที่ส่งออกไปโคลอมเบีย เช่น เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เป็นต้น ซึ่งสินค้าส่งออกดังกล่าวมีการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และสคต.ฯ คาดว่าสินค้าดังกล่าวจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไทยเป็นสินค้าจำเป็นในการก่อสร้าง และที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยยังคงต้องสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางการค้าร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นในโคลอมเบีย เพื่อสร้างโอกาสในการขยายการนำเข้าสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นจากประเทศไทย
____________________________
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก
กันยายน 2569
7.4-magnitude earthquake shakes Colombia REV.pdf
(0)Comments